E-Book Series

Navigating Market Momentum จับตาเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย พร้อมมองหาโอกาสจากผลประกอบการบริษัทชั้นนำ

Wealth Compass ระหว่างวันที่ 12-16 ตุลาคม 2569

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม
Navigating Market Momentum จับตาเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย พร้อมมองหาโอกาสจากผลประกอบการบริษัทชั้นนำ
About This E-Book

ในสัปดาห์นี้ ตลาดการเงินกลับมาให้น้ำหนักกับข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ในระยะถัดไป

ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2026 (Earnings Season) ซึ่งอาจทำให้ความสนใจเปลี่ยนจากปัจจัยมหภาค (Macro) ไปสู่การเติบโตของกำไรบริษัท (Earnings Growth) มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน AI (AI Infrastructure)

เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจเร่งตัวตามคาด แต่ยังไม่เพียงพอให้ Fed ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย

รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ  Fed (FOMC Minutes) เดือนกันยายน สะท้อนว่า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอย่างน้อยอีกหนึ่งครั้งภายในสิ้นปี 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด โดยเฉพาะดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคพื้นฐานส่วนบุคคล (Core PCE) ที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ และการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ที่เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ช่วยลดความจำเป็นในการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย

Yuanta CIO จึงยังคงให้น้ำหนักกับแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม (October Pause) ก่อนปรับขึ้นอีกครั้งในเดือนธันวาคม (December Hike) ภายใต้แนวทางการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Hike)

สำหรับเงินเฟ้อเดือนกันยายน ตลาดคาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) จะเพิ่มขึ้นจาก 3.4% เป็น 3.6% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันในปีก่อน (YoY) จากราคาพลังงานและฐานเปรียบเทียบที่ต่ำ ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) คาดเพิ่มขึ้นจาก 2.4% เป็น 2.5% YoY 

โดย Yuanta CIO มองว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่แรงกดดันด้านราคาจากที่อยู่อาศัย (Shelter) และภาคบริการ (Services) หากเงินเฟ้อเร่งตัวจากพลังงานเป็นหลัก โดยไม่ได้กระจายสู่ภาคบริการอย่างมีนัยสำคัญ อาจยังไม่เพียงพอให้ Fed ต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ 3Q26 เริ่มต้นแข็งแกร่ง หนุนมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น Growth

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2026 โดยข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2026 บริษัทในดัชนี S&P 500 ที่รายงานผลประกอบการแล้วประมาณ 79% ทำกำไรดีกว่าคาด ขณะที่บริษัทกลุ่มเทคโนโลยีที่ประกาศงบแล้วทั้งหมด มีกำไรสูงกว่าคาด โดยแนวโน้มกำไรของกลุ่มเทคโนโลยีในไตรมาสนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 65.1% สูงกว่าภาพรวมของตลาด

ขณะเดียวกัน สัดส่วนบริษัทที่ให้แนวโน้มผลประกอบการเชิงบวก (Positive Earnings Guidance) สำหรับไตรมาส 4/2026 อยู่ที่ประมาณ 50% สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และ 10 ปี ที่ 40% และ 41% ตามลำดับ สะท้อนว่าตลาดยังมีแรงสนับสนุนจากการเติบโตของกำไร (Earnings Growth)

โดยสัปดาห์นี้ต้องติดตามผลประกอบการของสถาบันการเงินรายใหญ่ และบริษัทชั้นนำในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อประเมินแนวโน้มความต้องการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อย่าง TSMC และ ASML

AI Infrastructure ยังมีแรงส่งต่อเนื่อง ขยายโอกาสสู่ Connectivity และห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์

แม้ตลาดมีความกังวลระยะสั้นเกี่ยวกับตัวเลขรายได้ของ OpenAI แต่ Yuanta CIO มองว่า ยังไม่ใช่สัญญาณการชะลอตัวลงของความต้องการด้าน AI โดยข้อมูลจากบริษัทในห่วงโซ่อุปทานยังสะท้อนแรงส่งที่แข็งแกร่ง ทั้ง 

-  AMD ที่ขยายระยะเวลาการวางแผนกำลังการผลิตจาก 1-2 ปี เป็น 3-5 ปี 
- Penguin Solutions ที่ปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจระบบประมวลผลขั้นสูง (Advanced Computing) ปีงบการเงิน 2027 เป็นประมาณ 40%
- TSMC รายงานรายได้ไตรมาส 3/2026 ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1.49 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้น 50.9% เมื่อเทียบจากปีก่อน (YoY) และ 17.6% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน (QoQ)

ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อ (Connectivity) มีบทบาทมากขึ้นตามความต้องการรับส่งข้อมูลในระบบ AI โดย Marvell ปรับเพิ่มประมาณการขนาดตลาด (TAM) ปี 2030 สู่ระดับ 4 แสนล้านดอลลาร์ 

พร้อมคาดว่า ธุรกิจระบบเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูล (Interconnect) ชิปประมวลผลที่ออกแบบเฉพาะทาง (Custom Silicon) และระบบสวิตช์เครือข่ายและจัดเก็บข้อมูล (Switching & Storage) จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 65%, 55% และ 40% ตามลำดับ สะท้อนโอกาสจากการแก้ปัญหาคอขวดด้านการรับส่งข้อมูลในระบบ AI

พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนว่า โอกาสจากวัฏจักร AI กำลังขยายจากชิปประมวลผลไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อ ระบบเครือข่าย และเทคโนโลยีออปติคัล (Optical Connectivity) รวมถึงห่วงโซ่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในวงกว้าง  

แนะนำบริหารจัดการพอร์ตลงทุนตามแนวทาง Core & Satellite Strategy

ทีม Yuanta CIO ยังคงแนะนำการจัดพอร์ตภายใต้แนวทาง Core & Satellite Strategy เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนระยะยาว และการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากธีมการลงทุนที่มีศักยภาพ

Core Portfolio (สัดส่วน 60 - 80%) : มุ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์หลักที่สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอและเป็นรากฐานของพอร์ตในระยะยาว พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
Satellite Portfolio (สัดส่วน 20 - 40%) : เน้นการลงทุนในธีมที่มีศักยภาพหรือโอกาสเฉพาะตัว เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) จากการจับจังหวะของตลาด

สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดยังมีโอกาสเผชิญความผันผวนจากข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) แต่ขณะเดียวกัน การเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการอาจช่วยให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้าน (AI Infrastructure) ที่ยังมีความต้องการรองรับ จึงแนะนำปรับการลงทุนให้สอดรับกับภาวะตลาด ดังนี้

1. พอร์ตหลัก (Core Portfolio)

  • คงหุ้นโลกเป็นแกนหลักของพอร์ต โดยเน้นบริษัทคุณภาพที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตแข็งแกร่ง พร้อมทยอยสะสมเมื่อราคาปรับฐานจากความผันผวนด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย มากกว่าการลดน้ำหนักหุ้นจากปัจจัยมหภาคเพียงอย่างเดียว

  • สำหรับตราสารหนี้โลก ยังระมัดระวังการเพิ่มน้ำหนักในระยะสั้น เนื่องจากเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นและ Bond Yield ที่ทรงตัวในระดับสูงยังเป็นปัจจัยกดดัน โดยเฉพาะตราสารหนี้อายุยาว

  • ให้ความสำคัญกับการสะสม Core Portfolio ให้ครบตามสัดส่วนเป้าหมาย ก่อนทยอยเพิ่มการลงทุนใน Satellite Portfolio โดยพิจารณาความเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและสัดส่วนสินทรัพย์เดิมของผู้ลงทุน

2. พอร์ตเสริม (Satellite Portfolio)

  • คงมุมมองเชิงบวกต่อธีม AI Infrastructure โดยเน้นบริษัทที่มีการเติบโตของกำไรและความต้องการสินค้าชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการประมวลผล AI (AI Compute) 

  • โดยปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนผ่าน DAOL-TAIWANEQ และ TAIWAN19 เพื่อรับประโยชน์จากการเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน AI ควบคู่กับการลดน้ำหนักหุ้นญี่ปุ่น เพื่อลดความเสี่ยงจากกลุ่มธนาคาร โดยยังแนะนำถือครองส่วนที่เหลือต่อไป แต่ไม่เพิ่มน้ำหนัก ณ ระดับดัชนีปัจจุบัน

  • ปรับองค์ประกอบพอร์ตเสริมเพื่อเพิ่มคุณภาพของพอร์ต โดยขายทำกำไร CRWD80 และนำ BABA19 ออกจากพอร์ตด้วยการตัดขาดทุน พร้อมเพิ่ม AMZN19 เข้าทดแทน เพื่อเพิ่มโอกาสรับประโยชน์จากธุรกิจคลาวด์ (Cloud) และ AI ท่ามกลางการขยายตัวของการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจ


คำเตือน : ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

หมายเหตุ : แผนการลงทุนมีการปรับตามภาวะตลาดเป็นรายสัปดาห์ 
ที่มา : Yuanta Wealth Compass (12 - 16 ตุลาคม 2569) 

E-Book ทั้งหมด

คลังความรู้

23 เล่ม · เลือกอ่านได้เลย