E-Book Series

Navigating Growth Amid Volatility ประเมินทิศทางดอกเบี้ยและความเสี่ยงด้านเครดิต พร้อมจับตาการเติบโตของกำไรบริษัท

Wealth Compass ระหว่างวันที่ 19-23 ตุลาคม 2569

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม
Navigating Growth Amid Volatility ประเมินทิศทางดอกเบี้ยและความเสี่ยงด้านเครดิต พร้อมจับตาการเติบโตของกำไรบริษัท
About This E-Book

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินเผชิญความผันผวนจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาด และความกังวลด้านความเสี่ยงเครดิต (Credit Risk) ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI ส่งผลให้หุ้นเติบโต (Growth Stocks) เผชิญแรงขาย ขณะที่เงินลงทุนบางส่วนไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มที่มีความผันผวนต่ำกว่า (Defensive Stocks) มากขึ้น

สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2026 (Earnings Season) เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของกำไรบริษัท ท่ามกลางความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวสูงกว่าคาด แต่ยังไม่เปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ย Fed
เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนกันยายน ออกมาสูงกว่าคาดการณ์ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 2.6% YoY สะท้อนแรงกดดันจากราคาพลังงาน ที่อยู่อาศัย และภาคบริการ ซึ่งทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวได้ช้ากว่าที่ตลาดประเมิน

ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน (MoM) และ 6.3% YoY โดยแรงกดดันด้านต้นทุนเริ่มกระจายจากพลังงานไปสู่สินค้าและบริการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของ PPI ไม่จำเป็นต้องส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ PCE ในสัดส่วนเดียวกันทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม แม้เงินเฟ้อจะออกมาสูงกว่าคาด แต่เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ยังไม่ส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ต.ค. โดยย้ำว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ ณ เวลาประชุม

ขณะที่มองว่าภาพเศรษฐกิจนับตั้งแต่การประชุม FOMC เดือน ก.ย. ยังเป็นไปตามที่ Fed ประเมินไว้โดยรวม สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นยังไม่มากพอให้ Fed ต้องเปลี่ยนทิศทางนโยบายทันที

เราจึงยังคงมุมมองว่า Fed มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม ก่อนพิจารณาปรับขึ้นอีกครั้งในเดือนธันวาคม (October Pause, December Hike) เนื่องจากข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดยังไม่เร่งรัดให้ Fed ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยการตัดสินใจยังขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจในระยะถัดไป

Bond Yield เริ่มผ่อนคลาย แต่ความเสี่ยงด้านเครดิตยังเป็นปัจจัยกดดันหุ้น AI
แม้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yield) ไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าความกังวลของตลาดเริ่มเปลี่ยนจากเงินเฟ้อและต้นทุนทางการคลัง ไปสู่ความเสี่ยงด้านเครดิตของภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI (AI Infrastructure)

ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านส่วนต่างผลตอบแทนตราสารหนี้ (Credit Spread) และต้นทุนประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap : CDS) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ตลาดยังต้องติดตามความสามารถของบริษัทในการระดมทุนและสร้างกระแสเงินสดให้เพียงพอต่อการลงทุนในอนาคต

เรามองว่าความผันผวนอาจยังอยู่ในระดับสูงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ แต่มีโอกาสทยอยคลี่คลายหลังการเลือกตั้ง หากความไม่แน่นอนทางการเมืองและส่วนชดเชยความเสี่ยงพันธบัตรระยะยาว (Term Premium) ปรับตัวลดลง จึงยังไม่เร่งเพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ระยะยาว และให้ความสำคัญกับการลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง

ผลประกอบการ 3Q26 สะท้อนความแข็งแกร่งของกำไร และแรงส่งจากวัฏจักร AI
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2026 เริ่มสะท้อนความแตกต่างของปัจจัยพื้นฐานบริษัท โดยผลประกอบการกลุ่มธนาคารสหรัฐฯ ออกมาค่อนข้างผสมผสาน ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำยังได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการลงทุนด้าน AI ที่แข็งแกร่ง อย่าง

  • TSMC รายงานผลประกอบการ 3Q26 แข็งแกร่ง โดยรายได้เติบโต 50.9% YoY สูงกว่าคาด 2.6% และกำไรสุทธิเติบโต 68.7% YoY สูงกว่าคาด 3.3% จาก AI Demand ที่หนุนรายได้ HPC เติบโต 80% YoY แม้ Gross Margin ลดลงเล็กน้อยจากการเร่งผลิต N2 ขณะที่บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ปี 2026 เป็นเติบโต 44% YoY พร้อมให้ Guidance 4Q26 สูงกว่าคาด และเร่งขยายกำลังการผลิต N2/N3 เพื่อรองรับ AI Demand ที่ยังเติบโตเร็วกว่ากำลังการผลิต แม้มีแรงกดดันต่อ Margin จากต้นทุนโรงงานใหม่

  • ASML รายงานผลประกอบการ 3Q26 โดยรายได้เติบโต 55.2% YoY ใกล้เคียงคาด และ EPS เติบโต 136.3% YoY สูงกว่าคาด 20.9% จากธุรกิจอัปเกรดเครื่องจักรที่แข็งแกร่ง พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ปี 2026 เป็น €44.5bn โดยความต้องการ DRAM และ Advanced Logic ที่สูงกว่ากำลังผลิต หนุนแผนขยาย Capacity ราว 30% ในปี 2027 ขณะที่การปรับขึ้นราคาเครื่องจักรช่วยหนุน Margin แต่ตลาดยังรอความชัดเจนของยอดส่งมอบ EUV

Yuanta CIO จึงให้น้ำหนักกับการเติบโตของกำไร (Earnings Growth) มากกว่าความผันผวนของต้นทุนเงินทุนในระยะสั้น โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI (AI CapEx) และสามารถสร้างรายได้รองรับการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง

แนะนำบริหารจัดการพอร์ตลงทุนตามแนวทาง Core & Satellite Strategy
ทีม Yuanta CIO ยังคงแนะนำการจัดพอร์ตภายใต้แนวทาง Core & Satellite Strategy เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนระยะยาว และการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากธีมการลงทุนที่มีศักยภาพ

Core Portfolio (สัดส่วน 60-80%) : มุ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์หลักที่เป็นรากฐานของพอร์ตระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงและความสม่ำเสมอของผลตอบแทน
Satellite Portfolio (สัดส่วน 20-40%) : เน้นการลงทุนในธีมที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) โดยทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว (Buy on Weakness)

สำหรับสัปดาห์นี้ แม้ตลาดยังเผชิญความผันผวนจากความกังวลด้านความเสี่ยงเครดิตและความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ แต่แนวโน้มกำไรบริษัทที่แข็งแกร่งยังเป็นปัจจัยสนับสนุนโอกาสการลงทุน โดย Yuanta CIO มองการปรับฐานเป็นจังหวะทยอยสะสม พร้อมแนะนำบริหารพอร์ตให้สอดรับกับภาวะตลาด ดังนี้

1. พอร์ตหลัก (Core Portfolio)

  • คงหุ้นโลกเป็นแกนหลักของพอร์ต และทยอยสะสมเมื่อราคาปรับฐาน โดยเน้นบริษัทคุณภาพที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตแข็งแกร่งและสามารถรองรับต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น

  • ชะลอการเพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ระยะยาว เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง และ Fed ยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

  • ให้ความสำคัญกับการจัดสรรพอร์ตหลักให้สอดคล้องกับสัดส่วนเป้าหมาย พร้อมกระจายความเสี่ยงเพื่อรองรับความผันผวนจากปัจจัยมหภาค

2. พอร์ตเสริม (Satellite Portfolio)

  • คงมุมมองเชิงบวกต่อธีม AI Infrastructure โดยเน้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ระบบเชื่อมต่อ (Connectivity) และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของ AI CapEx

  • มองหาโอกาสในตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเฉพาะการผลิตชิปขั้นสูงและหน่วยความจำ

  • เน้นทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว (Buy on Weakness) โดยให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีความสามารถในการสร้างกำไรและกระแสเงินสด ท่ามกลางความกังวลด้านต้นทุนเงินทุนและความเสี่ยงเครดิต

  • คงการกระจายการลงทุนไปยังธีมโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ธุรกิจซอฟต์แวร์ (Software) และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (Defense) รวมถึงทองคำ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของพอร์ตและกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

คำเตือน : ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

หมายเหตุ : แผนการลงทุนมีการปรับตามภาวะตลาดเป็นรายสัปดาห์ 
ที่มา : Yuanta Wealth Compass (19 - 23 ตุลาคม 2569) 

E-Book ทั้งหมด

คลังความรู้

23 เล่ม · เลือกอ่านได้เลย