สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินยังให้น้ำหนักกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ออกมาดีกว่าคาดการณ์ แต่รายละเอียดการจ้างงานยังมีจุดที่ต้องติดตาม
ขณะที่เจ้าหน้าที่ Fed หลายราย ส่งสัญญาณพร้อมสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว ทำให้ตัวเลขด้านเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
นอกจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ตลาดยังจับตาการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงพัฒนาการของการลงทุนด้าน AI ในภาคธุรกิจ (Enterprise AI) ที่กำลังขยายจากเซิร์ฟเวอร์ AI ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานและการใช้งานในองค์กรอย่างกว้างขวางมากขึ้น
เงินเฟ้อสหรัฐฯ รอบนี้ อาจเป็นตัวชี้ทิศทางดอกเบี้ยของ Fed เดือนกันยายน
ทั้งนี้ ตลาดประเมินว่า ข้อมูลด้านเงินเฟ้ออย่าง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) เดือนสิงหาคม จะเพิ่มขึ้นที่ 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่ 2.4% YoY ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า โดยแรงกดดันด้านราคายังคงมาจากภาคบริการเป็นสำคัญ ทำให้ต้องจับตาค่าที่อยู่อาศัย (Shelter) ค่ารักษาพยาบาล (Medical Care) และบริการขนส่ง (Transportation Services) ควบคู่ไปด้วย
ตัวเลข CPI รอบนี้ นับว่ามีความสำคัญต่อการตัดสินใจของ Fed หลังเจ้าหน้าที่หลายราย ส่งสัญญาณแนวทางการตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจ (Reaction Function) ไว้ค่อนข้างชัด ก่อนเข้าสู่ช่วงงดการสื่อสาร (Blackout Period) โดยหากเงินเฟ้อชะลอตัวลงต่อเนื่อง จะเพิ่มน้ำหนักต่อการคงอัตราดอกเบี้ย แต่หากกลับมาเร่งตัว อาจเปิดทางให้ Fed พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 กันยายนนี้
ECB มีโอกาสขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% แต่ทิศทางหลังเดือนกันยายนสำคัญกว่า
สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในสหภาพยุโรป ตลาดให้น้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนกันยายน หลังข้อมูลเงินเฟ้อทั่วไปได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่สัญญาณด้านนโยบายในระยะถัดไป โดยเฉพาะการประเมินว่า ระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเพียงพอต่อการควบคุมเงินเฟ้อแล้วหรือไม่ และ ECB ยังมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปเพียงใด
อีกปัจจัยที่ต้องจับตา คือ ราคาก๊าซในยุโรป ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิต ตลอดจนราคาสินค้าและบริการ หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงที่แรงกดดันด้านราคาจะกระจายไปสู่ค่าจ้างและเงินเฟ้อในวงกว้างมากขึ้น
Enterprise AI เร่งตัว.. โอกาสขยายจาก AI Server สู่โครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ
ภาคธุรกิจกำลังเร่งนำ AI มาปรับใช้ (Enterprise AI Adoption) มากขึ้น โดยความต้องการเริ่มขยายจากเซิร์ฟเวอร์ AI (AI Server) ไปสู่ระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) ระบบเครือข่าย (Networking) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบระบายความร้อน สะท้อนว่าโอกาสจาก AI กำลังกระจายออกไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ
ขณะเดียวกัน เมื่อ AI ถูกนำเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงาน (Workflow) ขององค์กรมากขึ้น ปริมาณการประมวลผลเพื่อสร้างผลลัพธ์ (Inference) ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้เกิดรายได้จากการใช้งานอย่างต่อเนื่องแก่ผู้พัฒนาโมเดล AI และเพิ่มการใช้บริการคลาวด์ (Cloud) ของผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Hyperscaler) สะท้อนว่าวัฏจักร AI กำลังขยายจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไปสู่การใช้งานจริงมากขึ้น
แนะนำบริหารจัดการพอร์ตลงทุนตามแนวทาง Core & Satellite Strategy
ทีม Yuanta CIO ยังคงแนะนำการจัดพอร์ตภายใต้แนวทาง Core & Satellite Strategy เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนระยะยาว และการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากธีมการลงทุนที่มีศักยภาพ
Core Portfolio (สัดส่วน 60–80%) : มุ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์หลักที่สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอและเป็นรากฐานของพอร์ตในระยะยาว พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
Satellite Portfolio (สัดส่วน 20–40%) : เน้นการลงทุนในธีมที่มีศักยภาพหรือโอกาสเฉพาะตัว เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) จากการจับจังหวะของตลาด
1. พอร์ตหลัก (Core Portfolio)
2. พอร์ตเสริม (Satellite Portfolio)
คำเตือน : ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
หมายเหตุ : แผนการลงทุนมีการปรับตามภาวะตลาดเป็นรายเดือน
ที่มา : Yuanta Wealth Compass (7-11 กันยายน 2569)
23 เล่ม · เลือกอ่านได้เลย