หัวข้อบทวิเคราะห์

ทั้งหมด 2 หน้า

AI
AI Summary

บทสรุปจาก AI อ้างอิงโดยบทวิเคราะห์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่นได้รับคำแนะนำ Slightly Overweight จากกำไรที่ยังเติบโตในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ยุโรปถูกลดน้ำหนักเป็น Slightly Underweight จากความเสี่ยง ECB ขึ้นดอกเบี้ยและ Valuation ที่แพงกว่าสหรัฐฯ ในเชิงเปรียบเทียบ

จีนคง Neutral เนื่องจากกำไรถูกปรับลดต่อเนื่อง ส่วนไทยยืน Slightly Overweight โดยเน้นทยอยสะสมกลุ่ม Domestic Recovery และ Policy Beneficiary

ภาพรวมตราสารทุนโลก เดือนพฤษภาคม 2569

ในเดือนพฤษภาคม 2569 ตลาดตราสารทุนทั่วโลกเผชิญกับบรรยากาศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละภูมิภาค ปัจจัยร่วมที่กดดันตลาดโดยรวมคือราคาพลังงานที่ยังทรงตัวสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับสัญญาณการหยุดยิงที่เริ่มปรากฏ ช่วยพยุง Sentiment โดยรวมให้ไม่ทรุดลงมาก Yuanta CIO ยังคงใช้กลยุทธ์ Sector Selection และ Stock Selection อย่างระมัดระวัง โดยเน้นกลุ่มที่มีกำไรเติบโตชัดเจนและ Valuation ไม่ตึงเกินไป

 

หุ้นสหรัฐฯ (US Equity) Slightly Overweight

ภาพรวม: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกฟื้นกลับมาในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมีแรงหนุนจากสัญญาณหยุดยิงที่บ่งชี้ว่าผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว และผลประกอบการโดยรวมที่ดีกว่าคาด ส่งผลให้ S&P 500 ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 7,000 จุดได้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าแนวทาง Higher for Longer โดยคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงท่ามกลางตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง

ปัจจัยสนับสนุน

  • ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน 26% แรกที่รายงานออกมามี Earning Surprise ราว 10.65% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต พร้อมการปรับประมาณการกำไร Bottom-Up ขึ้นในทุกไตรมาสจนถึงสิ้นปี 2026 โดย EPS คาดอยู่ที่ 80.18 ใน 1Q26 ไปจนถึง 88.91 ใน 4Q26
  • Valuation กลับมาซื้อขายในระดับ Forward PER บริเวณ +0.5 – 0.75 SD จากค่าเฉลี่ย 5 ปี (Mean: 20.04x, +1SD: 21.90x) ซึ่งยังไม่ตึงเกินไปเมื่อเทียบกับ FWD EPS Growth ปี 2026 ที่ 22.49%
  • เป้าหมายดัชนี S&P 500 บริเวณ 7,771 จุด ยังเป็นระดับที่ Yuanta CIO ประเมินว่าเหมาะสม

ปัจจัยเสี่ยง

  • หากกำไรกลุ่มเทคโนโลยีเริ่มอ่อนตัวลง ดัชนีอาจยืนเหนือระดับ +1 SD ได้ยาก ซึ่งเป็นความกังวลหลักในแง่ความต่อเนื่องของ Earnings มากกว่า Valuation
  • หากเฟดพลิกกลับมาส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ดัชนีมีโอกาสทดสอบกรอบล่างที่ระดับ 6,460 จุด แม้กรณีฐานของ Yuanta CIO ไม่ได้รวมสมมติฐานนี้ไว้

แนวโน้ม/กลยุทธ์: คง Slightly Overweight สำหรับ Satellite Portfolio ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า เน้นกลยุทธ์ Sector Selection กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ผ่าน ETF SMH, กองทุนรวม SCBSEMI(A) และ DR อย่าง NVDA19 โดยราคาหุ้น NVDA ยังซื้อขายบน Forward PER 22 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี

S&P 500 Bottom-Up EPS Estimates 2026

 

หุ้นยุโรป (EU Equity) Slightly Underweight

ภาพรวม: ตลาดหุ้นยุโรป Underperform อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงจากสงครามตะวันออกกลางกดดันต้นทุนการผลิต ขณะที่ Valuation เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ยังค่อนข้างแพง โดยปัจจุบันอัตราส่วน S&P 500 / Stoxx 600 Forward PER อยู่ต่ำกว่า 1.3 เท่า ซึ่งสะท้อนว่ายุโรปซื้อขายถูกกว่าสหรัฐฯ แต่ด้วยผลประกอบการที่อ่อนแอกว่า จึงยากที่จะ Re-rate ได้ในระยะสั้น

ปัจจัยสนับสนุน

  • แผน Fiscal Stimulus ของเยอรมนี ทั้ง Infrastructure Fund ขนาด EUR 500 พันล้าน และแผนกู้ยืมเพิ่มเติม เป็น Upside สำคัญสำหรับกลุ่ม Electrification, Grid Upgrade, Data Center, อุตสาหกรรม และก่อสร้าง
  • กลุ่มธนาคารยุโรปยังรายงานกำไรดีกว่าคาดจาก NIM ที่ทรงตัว ขณะที่กลุ่มกลาโหมได้แรงหนุนจากการเร่งงบประมาณด้านความมั่นคง และ Siemens Energy ปรับ Outlook ปี 2026 ขึ้นจากคำสั่งซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าและ Grid ที่เชื่อมโยงกับ Data Center
  • SAP เติม Growth Story ให้ยุโรปจากรายได้ Cloud ที่เติบโตดีกว่าคาด ส่วน ASML และ BESI สะท้อนว่า AI Capex ยังไหลมาถึงต้นน้ำของยุโรปจาก AI Chip Demand และ Hybrid Bonding ที่เร่งตัว

ปัจจัยเสี่ยง

  • เงินเฟ้อ Eurozone เดือนเมษายน 2026 เร่งขึ้นเป็น 3% สวนทางกับ GDP 1Q26 ที่โตเพียง 0.1% ทำให้ ECB คงดอกเบี้ย Deposit Facility ที่ 2% พร้อมส่งสัญญาณ Upside Risks ต่อเงินเฟ้อทวีความรุนแรงขึ้น และตลาดเริ่ม Price-in การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2026
  • โครงสร้างตลาดยุโรปยังพึ่งพากลุ่ม Value มากกว่า Growth ทำให้ Upside จำกัด ขณะที่ LVMH, Hermes และ Kering ส่งสัญญาณว่าการฟื้นตัวของ Luxury ยังไม่ราบรื่น กดดันทั้ง Valuation และ Earnings Support พร้อมกัน

แนวโน้ม/กลยุทธ์: คง Slightly Underweight สำหรับการลงทุนในระยะ 12 เดือนข้างหน้า เนื่องจาก Valuation ยังแพงในเชิงเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ ประกอบกับความเสี่ยงที่ ECB อาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อพลังงาน ทำให้ Upside ในระยะนี้ยังจำกัด

Europe vs US Valuation and MSCI Growth Value

 

หุ้นญี่ปุ่น (JP Equity) Slightly Overweight

ภาพรวม: ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่ตอบสนองต่อ AI Capex อย่างต่อเนื่อง ทั้ง Advantest และ DISCO สะท้อนดีมานด์อุปกรณ์ทดสอบและอุปกรณ์ผลิตชิปขั้นสูงที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ Shunto ปี 2026 ได้ค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5.26% เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่เกิน 5% ซึ่งช่วยหนุนกำลังซื้อภายในประเทศ

ปัจจัยสนับสนุน

  • หาก Earnings บริษัทญี่ปุ่นออกมาดีกว่าคาดพร้อมการปรับ Guidance ขึ้น จะช่วยผ่อนคลายความกังวลต่อต้นทุนพลังงานและ Supply Chain ได้มากขึ้น ขณะที่ BOJ คงดอกเบี้ยที่ 0.75% และหากสื่อสารนโยบายได้ราบรื่น ตลาดจะมองการขึ้นดอกเบี้ยเป็นสัญญาณเศรษฐกิจแข็งแรง
  • รัฐบาลญี่ปุ่นผลักดัน Multi-year Budget ลงทุนใน Economic Security และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีโอกาสเร่ง Earnings Revision ผ่าน CAPEX ขนาดใหญ่ ประกอบกับ Shunto ที่หนุนกำลังซื้อในประเทศต่อเนื่อง
  • ธีม Deflation to Inflation และ De-rating to Re-rating ยังคงมีผลในระยะยาว โดย Topix Best EPS ปรับตัวขึ้นสู่ราว 220 สอดคล้องกับการเติบโตของค่าจ้างพื้นฐาน

ปัจจัยเสี่ยง

  • หากราคาน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและค่าเงินเยนอ่อนทะลุ JPY 160 ต่อดอลลาร์ จะกดดัน Margin บริษัทญี่ปุ่นอย่างรุนแรง เนื่องจากญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน 87% ของอุปทานทั้งหมด และ 95% ของน้ำมันดิบมาจากตะวันออกกลาง
  • BOJ เผชิญทางสองแพร่งระหว่างการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อและพยุงเงินเยน กับความเสี่ยงที่จะซ้ำเติม Supply Shock โดย BOJ ได้ปรับลดประมาณการ GDP ปี 2026 ลงเพื่อสะท้อนผลกระทบจากสงคราม

แนวโน้ม/กลยุทธ์: คง Slightly Overweight สำหรับระยะ 12 เดือนข้างหน้า มองเป็นโอกาสทยอยสะสมในช่วงที่ตลาดย่อตัว โดยเน้นหุ้นในห่วงโซ่ AI/Semiconductor เช่น Advantest และ DISCO ที่ตอบรับ AI Capex โดยตรง

Japan Wage Growth EPS and Topix Valuation

 

หุ้นจีน (CN Equity) Neutral

ภาพรวม: ตลาดหุ้นจีนโดยรวม (MSCI China) ปรับตัวลดลงในเดือนที่ผ่านมา สวนทางกับ GDP 1Q26 ที่โตสูงถึง 5% สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจมิได้แปรผันตรงกับ Earnings ของตลาดหุ้นเสมอไป โดยนักวิเคราะห์ยังคงปรับลดประมาณการกำไรต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026

ปัจจัยสนับสนุน

  • การประชุม Politburo ช่วงปลายเดือนเมษายน 2026 ให้ความสำคัญกับนโยบาย AI+ ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนทางบวกต่อ Supply Chain AI ของจีนในระยะสั้น
  • ราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้นทำให้ PPI กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง ซึ่งอาจช่วยหนุน Margin ของบางธุรกิจในระยะสั้น แม้ความสัมพันธ์ระหว่าง PPI กับตลาดหุ้นต่ำกว่า EPS อย่างมีนัยสำคัญ (Correlation 5 ปี: PPI 0.55x เทียบกับ EPS 0.63x)

ปัจจัยเสี่ยง

  • Earnings Revision ของ MSCI China ยังเป็นขาลง โดย 3-Month Earnings Revision พลิกจากจุดสูงสุดราว +5% ช่วงกันยายน 2025 ลงมาอยู่ที่ประมาณ -1% ถึง -2% ณ เดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งกดดัน Premium Valuation ของตลาด
  • MATCH Act จากรัฐบาลสหรัฐฯ จะจำกัดศักยภาพด้าน Hardware ของจีน หากกฎหมายผ่านรัฐสภา อาจเห็นการปรับกำไรลดลงอีกระลอกสำหรับกลุ่ม China Tech
  • ทิศทางการประชุม Politburo ล่าสุดไม่ต่างจากเดิม ให้น้ำหนักกับความมั่นคงทางทหารและพลังงานมากขึ้น แต่ยังไม่ระบุวงเงินและแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน ทำให้แนวโน้มการกระตุ้นลดลงตามลำดับ

แนวโน้ม/กลยุทธ์: คง Neutral สำหรับ Satellite Portfolio ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า และแนะนำให้นักลงทุนติดตามกำไรของบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสัญญาณ Earnings Revision ที่จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางที่แท้จริงของตลาด

MSCI China EPS Correlation and Earning Revision

 

หุ้นไทย (TH Equity) Slightly Overweight

ภาพรวม: ตลาดหุ้นไทยผ่านช่วงที่ขึ้นแรงจากความหวังทางการเมือง ก่อนถูกกดดันจากความเสี่ยงตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี SET Index เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวระยะสั้น โดยนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิต่อเนื่อง ต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิ และ NVDR กลับมาซื้อสุทธิ ขณะที่ปัจจัยในประเทศเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นทั้งจาก BOI, FDI, การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ปัจจัยสนับสนุน

  • BOI และ FDI ช่วยยกระดับธีมลงทุนระยะกลาง โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ Data Center, Power, Industrial Estate, Contractor, IT System และ Home Improvement ได้แก่ STECON, CK, SCC, TASCO, DOHOME, TEAMG, SAMART และ FORTH
  • หุ้นปันผลและ Domestic Play ยังมีแรงพยุงจากการจ่ายปันผลของหุ้นขนาดใหญ่ในระดับสูง และความชัดเจนทางการเมืองที่จะช่วยให้ Fund Flow มีโอกาสไหลกลับ

ปัจจัยเสี่ยง

  • ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซสุทธิคิดเป็นราว 6% ของ GDP และนำเข้าพลังงานผ่านช่องแคบ Hormuz มากกว่า 50% ทำให้ตลาดไทยอ่อนไหวต่อ Oil Shock มากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
  • Yuanta CIO ปรับเป้า SET Index สิ้นปีลงเหลือ 1,440 จุด จาก 1,500 จุด โดยกรณีแย่ที่สุดเป้า SET อาจลดลงเหลือ 1,340 จุด หากต้นทุนพลังงานและการผลิตเพิ่มเฉลี่ย 30% ขณะที่ Forward PE ปัจจุบันอยู่ระหว่าง Mean (14.56x) และ +1SD (16.00x) ซึ่งยังไม่เปิดกว้างพอให้ Overweight เต็มตัว

แนวโน้ม/กลยุทธ์: คง Slightly Overweight และเน้นกลยุทธ์ทยอยสะสมเมื่ออ่อนตัว มากกว่าไล่ซื้อทั้งตลาด โดยเน้นกลุ่ม Domestic Recovery และ Policy Beneficiary ได้แก่ รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง Home Improvement นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และ IT System

Thailand SET Index Forward PE Band

 

สรุปมุมมองและน้ำหนักการลงทุนในตราสารทุน เดือนพฤษภาคม 2569

ภาพรวมตราสารทุนเดือนพฤษภาคม 2569 Yuanta CIO ยังคงน้ำหนัก Slightly Overweight ในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไทย ขณะที่ลดน้ำหนักยุโรปเป็น Slightly Underweight จากแรงกดดัน ECB และ Valuation ที่แพงเมื่อเทียบกับ Earnings ที่อ่อนแอ ส่วนจีนคง Neutral โดยรอสัญญาณฟื้นตัวของ Earnings Revision ที่ชัดเจนกว่านี้ก่อนพิจารณาปรับน้ำหนักเพิ่ม ทั้งนี้ในทุกตลาดนักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของราคาพลังงานและสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นปัจจัยร่วมที่กระทบต้นทุนการผลิตและ Margin ของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก

ตลาด น้ำหนักการลงทุน ธีมหลัก สินทรัพย์/กองทุนแนะนำ
สหรัฐฯ (US) Slightly Overweight AI / Semiconductor Earnings Growth SMH ETF, SCBSEMI(A), NVDA19 DR
ยุโรป (EU) Slightly Underweight Fiscal Stimulus / Grid & Defense Siemens Energy, SAP, ASML, BESI
ญี่ปุ่น (JP) Slightly Overweight Deflation to Inflation / AI Supply Chain Advantest, DISCO
จีน (CN) Neutral AI+ Policy / Monitor Earnings Revision ติดตาม Earnings Revision ก่อนเพิ่มน้ำหนัก
ไทย (TH) Slightly Overweight Domestic Recovery / Policy Beneficiary STECON, CK, SCC, TASCO, DOHOME, TEAMG, SAMART, FORTH
AI
AI Summary

บทสรุปจาก AI อ้างอิงโดยบทวิเคราะห์

ตราสารหนี้โลกยังอยู่ในภาวะ Higher for longer เนื่องจากธนาคารกลางหลักเลือกตรึงดอกเบี้ยรอความชัดเจน ขณะที่ตราสารหนี้ไทยเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจาก พ.ร.ก. เงินกู้และการขาดดุลงบประมาณสูงต่อเนื่อง

Yuanta CIO แนะนำ Neutral สำหรับพันธบัตรโลก และ Slightly Underweight สำหรับพันธบัตรไทย โดยเน้นช่วงอายุสั้นถึงกลาง และทยอยสะสมกองทุน UGISFX-N เมื่อ UST 10Y เกิน 4.25%

ภาพรวมตราสารหนี้

ในเดือนพฤษภาคม 2569 ตราสารหนี้โลกยังคงเผชิญกับบรรยากาศของความไม่แน่นอน โดยแม้ว่าตลาดจะมีการฟื้นตัวในช่วงต้นเดือนเมษายนจากการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน แต่ความกังวลด้าน Stagflation ก็กลับมากดดันตลาดในช่วงครึ่งหลังของเดือน ธนาคารกลางหลักทั้ง FED, ECB และ BOJ ต่างเลือกแนวทาง "ตรึงดอกเบี้ย รอดูความชัดเจน" โดยหลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุก ส่งผลให้ภาพการลดดอกเบี้ยถูกเลื่อนออกไป และตลาดคาดการณ์ว่าการลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปของ Fed จะเกิดขึ้นในการประชุมวันที่ 27 กรกฎาคม สำหรับตราสารหนี้ไทยนั้น แรงกดดันหลักมาจากฝั่งการคลัง โดยเฉพาะการขาดดุลงบประมาณปี 2569 ที่สูงถึง 860,000 ล้านบาท และความเสี่ยงเพิ่มเติมจาก พ.ร.ก. เงินกู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งอาจผลักดัน TH 10Y Yield ให้ปรับตัวสูงขึ้นได้อีก

US Treasury 10Y Stagflation Price-In and FOMC Rate Path

 

ตราสารหนี้โลก (Global Fixed Income) Neutral

ภาพรวม: ตราสารหนี้โลกในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ในภาวะ Higher for longer โดยธนาคารกลางหลักยังไม่มีสัญญาณลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ ขณะที่ตลาดกำลังรอข้อมูลเงินเฟ้อจริงในช่วงปลายไตรมาส 2 ถึงต้นไตรมาส 3 เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยบน 2nd round inflation

ปัจจัยสนับสนุน

  • ตลาดได้สะท้อนความกลัว Stagflation ไปเป็นส่วนมากแล้ว ทำให้ upside ของ Yield จากจุดนี้มีจำกัด
  • หาก "ราคาที่อยู่อาศัยและค่าเช่า" รวมถึงค่าขนส่งไม่ปรับตัวขึ้นใน 2–3 เดือนข้างหน้า จะเป็นสัญญาณให้ Bond Yield เริ่มปรับลดลง และตราสารหนี้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนทางราคา
  • ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 27 กรกฎาคม โดย Fed Funds Rate ปัจจุบันอยู่ที่ 3.75% และตลาดคาดอัตราถัดไปที่ราว 3.615%

ปัจจัยเสี่ยง

  • ภาวะ Higher for longer อาจยืดยาวกว่าที่ประเมินไว้ โดย Bear case คือถึงกลางปี 2027 หรือนานกว่านั้น
  • "เงินเฟ้อคาดหวัง (Inflation Expectation)" เร่งตัวขึ้นอาจเปิดโอกาสให้ Fed ปรับทิศทางดอกเบี้ยขึ้นในระยะ 1–3 ปี แม้โอกาสในระยะสั้นจะยังต่ำ
  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจหนุน 2nd round inflation ให้สูงกว่าคาด

แนวโน้ม/กลยุทธ์: Yuanta CIO คงคำแนะนำ Neutral สำหรับตราสารหนี้โลกใน Satellite Portfolio ระยะ 12 เดือนขึ้นไป โดยไม่แนะนำให้เก็งทิศทางดอกเบี้ยผ่านการเพิ่ม Duration สำหรับ Core Portfolio แนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุน UGISFX-N โดยตั้ง Zone ทยอยซื้อเมื่อ UST 10Y ปรับตัวขึ้นเหนือ 4.25% และเพิ่มทุกครั้งที่ปรับขึ้นครั้งละ 0.25% เพื่อสร้าง Income ระยะยาว

 

ตราสารหนี้ไทย (Thailand Fixed Income) Slightly Underweight

ภาพรวม: ตราสารหนี้ไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 เผชิญแรงกดดันจากฝั่งการคลังมากกว่าฝั่งดอกเบี้ย โดยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 ที่ราว 860,000 ล้านบาท และกรอบปี 2570 ที่ยังขาดดุลราว 788,000 ล้านบาท ตลอดจน พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท สะท้อนว่าปริมาณพันธบัตรรัฐบาลที่จะออกสู่ตลาดยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อ TH 10Y Yield ให้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ Valuation ของพันธบัตรไทยยังอยู่ในระดับ Fair Value ไม่ได้มีแต้มต่อที่ชัดเจน

TH 10Y Yield vs Government Deficit and Real Yield Spread

ปัจจัยสนับสนุน

  • หากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวมากกว่าคาดและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ตลาดอาจกลับมา price in การลดดอกเบี้ยของ ธปท. มากขึ้น หนุนราคาตราสารหนี้โดยเฉพาะช่วงอายุสั้นถึงกลาง
  • หากรัฐบาลทยอยออกพันธบัตรแบบไม่กระจุกตัว หรือใช้วงเงินกู้ไม่เต็มจำนวนทันที แรงกดดันจาก Bond Supply อาจต่ำกว่าที่ตลาดกังวล ทำให้ TH 10Y Yield ปรับขึ้นจำกัด

ปัจจัยเสี่ยง

  • ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ Fiscal Supply เพราะการขาดดุลงบประมาณปกติยังสูง และหากรวม พ.ร.ก. เงินกู้เพิ่มเติมเต็มวงเงิน ตลาดพันธบัตรไทยต้องดูดซับ Supply ใหม่ปริมาณมาก ทำให้ Yield ลงได้จำกัดแม้เศรษฐกิจอ่อนตัว
  • TH-US 10Y Real Yield Spread ยังอยู่ในโซน Fair Value ไม่ได้ถูกพอ ประกอบกับหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ทำให้ Valuation ไม่ได้จูงใจเมื่อเทียบกับความเสี่ยงด้านการคลัง
  • นโยบายการคลังเชิงรุกของรัฐบาลแม้จะหนุนตลาดหุ้น แต่กลับไม่เป็นมิตรกับตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากเพิ่มแรงกดดันด้าน Supply พันธบัตร

แนวโน้ม/กลยุทธ์: Yuanta CIO คงมุมมอง Slightly Underweight สำหรับตราสารหนี้ไทย กลยุทธ์ยังควรเน้นตราสารหนี้ไทยช่วงอายุสั้นถึงกลาง หลีกเลี่ยงการเพิ่ม Duration ยาวเชิงรุก โดยความน่าสนใจของพันธบัตรไทยระยะยาวจะกลับมาก็ต่อเมื่อตลาดตราสารหนี้โลกเริ่มสะท้อนภาพการลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่ง Yuanta CIO ประเมินว่าเร็วที่สุดคือช่วงกลางปี 2570

 

สินทรัพย์ มุมมอง ระดับ Yield / ประเด็นหลัก กลยุทธ์ที่แนะนำ
ตราสารหนี้โลก (Global Fixed Income) Neutral UST 10Y เป็นตัวชี้วัดหลัก; ทยอยสะสมเมื่อ UST 10Y เกิน 4.25%
  • ทยอยสะสม UGISFX-N ทุกครั้งที่ UST 10Y ปรับขึ้น 0.25%
  • ไม่แนะนำเพิ่ม Duration เพื่อเก็งทิศทางดอกเบี้ย
ตราสารหนี้ไทย (TH Fixed Income) Slightly Underweight TH 10Y มีแรงกดดันขาขึ้นจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท และการขาดดุลงบประมาณ 860,000 ล้านบาท
  • เน้นตราสารหนี้ช่วงอายุสั้นถึงกลาง
  • รอสัญญาณลดดอกเบี้ยสหรัฐฯ ก่อนเพิ่ม Duration ยาว (คาดเร็วสุดกลางปี 2570)

ต้องการดูภาพรวมทั้งเดือน?

เนื้อหานี้เป็นส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์ฉบับเต็มที่ครอบคลุมเนื้อหาทุก asset class

ดูมุมมองเพิ่มเติม

บทวิเคราะห์โดย

Danai Aroonkittichai

Danai Aroonkittichai

CFA

Visakorn Kirivan

Visakorn Kirivan

CFA, PhD

Natakit Karnkriangkrai

Natakit Karnkriangkrai

แชร์