บทสรุปจาก AI อ้างอิงโดยบทวิเคราะห์
ในสัปดาห์ที่ 25–29 พฤษภาคม 2569 ตลาดหุ้นโลกฟื้นตัวได้ดี โดย KOSPI นำโด่งด้วย WTD +4.73% ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ ปรับลดลง -4.38% WTD นักลงทุนควรพิจารณาลดสัดส่วนสินค้าโภคภัณฑ์และเพิ่มหุ้นตลาดพัฒนาแล้วในพอร์ต
ภาพรวมผลตอบแทนสินทรัพย์
ในสัปดาห์ที่ 25–29 พฤษภาคม 2569 ตลาดสินทรัพย์โลกส่งสัญญาณการฟื้นตัวในกลุ่มหุ้น ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์และน้ำมันดิบเผชิญแรงขายที่ชัดเจน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง โดย 30Y Yield อยู่ที่ 5.06% ใกล้จุดสูงสุดที่ 5.18% สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงินที่ยังไม่คลี่คลาย

ในภาพรวมด้านผลตอบแทนสะสมปีนี้ (YTD) น้ำมันดิบสหรัฐฯ (US Oil) ยังคงเป็นผู้นำด้วย YTD +68.23% และจุดสูงสุดถึง +96.71% ตามมาด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) +26.41% YTD และทองคำ (Gold) +4.24% YTD อย่างไรก็ตาม ในมิติรายสัปดาห์ (WTD) น้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับลดลง -4.38% และ Commodity ลดลง -1.60% สะท้อนแรงกดดันอุปทานที่กลับมากดดันราคา ด้านหุ้นโลก Global Equities ปรับขึ้น +1.24% WTD และ Global Equities ex US ขึ้นได้ถึง +1.90% WTD ชี้ให้เห็นว่าตลาดนอกสหรัฐฯ มีโมเมนตัมที่แข็งแกร่งกว่าในช่วงสัปดาห์นี้
สินทรัพย์ที่โดดเด่น
- ผู้นำรายสัปดาห์: KOSPI (เกาหลีใต้) +4.73% WTD และ YTD +86.22% สูงสุดในบรรดาดัชนีหุ้นทั่วโลก สะท้อนการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติและแรงหนุนจากภาคเซมิคอนดักเตอร์
- ดัชนี DAX (เยอรมนี) +3.92% WTD และ Nikkei 225 (ญี่ปุ่น) +3.14% WTD บ่งชี้ว่าหุ้นตลาดพัฒนาแล้วในยุโรปและเอเชียได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินท้องถิ่น
- ดัชนี Taiwan Weighted ปรับขึ้นแข็งแกร่ง YTD +45.93% สะท้อนกระแสความต้องการชิปและ AI ที่ยังคงแข็งแกร่งตลอดปี 2569
- ตัวลากหลักรายสัปดาห์: IDX Composite (อินโดนีเซีย) -8.35% WTD เป็นดัชนีที่ปรับลดลงมากที่สุด ตามมาด้วย SET Index (ไทย) -2.31% WTD สะท้อนความกังวลด้านเสถียรภาพสกุลเงินและการไหลออกของเงินทุน
- ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวในระดับปานกลาง: Dow Jones +2.13% WTD, Russell 2000 +2.72% WTD, S&P 500 +0.88% WTD และ Nasdaq +0.45% WTD โดย Nasdaq ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับดัชนีอื่น

ผลตอบแทนรายเซกเตอร์สหรัฐฯ
ในกลุ่มเซกเตอร์สหรัฐฯ Healthcare นำโด่งในมิติรายสัปดาห์ด้วย +3.31% WTD ตามมาด้วย Utility +3.30% WTD และ Real Estate +3.05% WTD สะท้อนการหมุนเวียนเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์เชิงรับ (Defensive) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของอัตราดอกเบี้ย ในมิติ YTD กลุ่ม Energy ยังคงนำสุดที่ +31.52% (สูงสุด +40.0%) ตามมาด้วย Technology +18.14% YTD (สูงสุด +18.9%) และ Real Estate +10.94% YTD ขณะที่ Financial เป็นเซกเตอร์เดียวที่ YTD ติดลบที่ -5.36% ส่วน Communication Services ปรับลดลง -1.86% WTD เป็นเซกเตอร์ที่อ่อนแอที่สุดในสัปดาห์นี้

ปัจจัยขับเคลื่อนผลตอบแทน
แรงขับเคลื่อนหลักในสัปดาห์นี้มาจากหลายปัจจัยที่ผสมผสานกัน ประการแรก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะสั้น (US 2Y Yield) ปรับขึ้น +0.044 pp WTD มาอยู่ที่ 4.12% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่ในปี 2569 สะท้อนการปรับความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed ออกไป ขณะที่ 10Y Yield ลดลงเล็กน้อย -0.041 pp WTD มาอยู่ที่ 4.56% และ 30Y Yield ลดลง -0.059 pp WTD ส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ที่ชันขึ้นนี้สนับสนุนกลุ่ม Utility และ Real Estate ที่ให้ Dividend สม่ำเสมอ ประการที่สอง ความต้องการชิปและโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงหนุนดัชนี KOSPI และ Taiwan Weighted ให้ทำผลงานโดดเด่น ในขณะที่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างอินโดนีเซียและไทยเผชิญแรงกดดันจากการไหลออกของเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ และความกังวลด้านการคลังภายในประเทศ ประการที่สาม การปรับลดลงของน้ำมันดิบ -4.38% WTD แม้ว่า YTD ยังเป็นบวก +68.23% สะท้อนแรงกดดันจากการเพิ่มกำลังผลิตของกลุ่ม OPEC+ และความกังวลด้านอุปสงค์จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ความเสี่ยงและโอกาสการลงทุน
- โอกาส — หุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI): โมเมนตัม YTD +86.22% ยังคงแข็งแกร่ง นักลงทุนที่ต้องการ Exposure ในธีม AI และเซมิคอนดักเตอร์สามารถพิจารณาเพิ่มน้ำหนักผ่านกองทุนที่ลงทุนในตลาดเกาหลีใต้หรือ ETF ที่เกี่ยวข้อง
- โอกาส — หุ้นไต้หวัน (Taiwan Weighted): YTD +45.93% สะท้อนพื้นฐานที่แข็งแกร่งของภาคการผลิตชิประดับโลก เหมาะสำหรับพอร์ตระยะกลางถึงยาว
- โอกาส — เซกเตอร์ Defensive (Utility, Healthcare, Real Estate): WTD ทำผลงานนำตลาด +3.30%, +3.31%, และ +3.05% ตามลำดับ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงในช่วงที่ Yield Curve ชันขึ้น
- ความเสี่ยง — น้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์: แม้ YTD ยังสูง แต่แรงขาย WTD -4.38% และ -1.60% บ่งชี้ถึงความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้น นักลงทุนควรทบทวนสัดส่วนและพิจารณาทำ Hedge ผ่านตราสารอนุพันธ์
- ความเสี่ยง — ตลาดหุ้น ASEAN (IDX Composite, SET Index): การไหลออกของเงินทุนและแรงกดดันค่าเงินยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก นักลงทุนควรลดน้ำหนัก Overweight ในภูมิภาคนี้จนกว่าเสถียรภาพจะกลับคืนมา
- ความเสี่ยง — อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ: US 2Y Yield ที่ 4.12% และ US 30Y Yield ที่ 5.06% ใกล้จุดสูงสุดของปี สร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ Duration ยาว นักลงทุนตราสารหนี้ควรพิจารณา Shorten Duration และเน้นพันธบัตรระยะสั้นถึงกลาง
ต้องการดูภาพรวมทั้งสัปดาห์?
เนื้อหานี้เป็นส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์ฉบับเต็มที่ครอบคลุมเนื้อหาทุก asset class
อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มเจาะลึกภาพรวม
แบบรายเดือน
บทวิเคราะห์โดย
Danai Aroonkittichai
CFA
Visakorn Kirivan
CFA, PhD
Natakit Karnkriangkrai